ภาพตะวัน's profileแ-พ-ร-ว=Prèau=P-r-e-a-u=...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    10/11/2009

    ตามรอยพระพุทธเจ้า...ที่อินเดีย ตอน1

     
     
    นมัสเตค่ะประชาชนยิ้มแฉ่ง
    (ที่อินเดียเค้าก็ทักทายกันด้วยคำนี้)
    ไม่ได้อัพสเปซมา1ปีพอดิบพอดีเลยตั้งแต่ไปเนปาล
    นานมากๆเลย...แฮะๆ
     
    1ปีที่ผ่านมามีอะไรสนุกเยอะแยะ
    แต่ไม่มีแรงใจจะมาอัพสเปซ
    คราวนี้ไปเที่ยวมาพอดี เลยได้โอกาส ก่อนที่เปซจะร้างซะก่อน
     
    ทริปคราวนี้เราไปกันที่อินเดียทางตอนเหนือ
    ได้แก่เมือง คยา และ พาราณสี
    คือสถานที่ตรัสรู้และแสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์ตามลำดับ
    ไปกันคราวนี้มี12คนค่ะ
    ยายๆ4 ป้าๆ4 และหลานๆ4
    ออกเดินทางเช้าวันที่ 6ตุลาคม กลับมาวันที่ 9ตุลาคม
    เป็นเวลาทั้งหมด4วันเต็มๆ
    ไม่เคยรู้สึกว่าใกล้ชิดพระพุทธศาสนาขนาดนี้มาก่อนเลย
     
     
     map.jpg picture by sp_praew
    (ที่ๆเราไปคือตรงตัว G กะ Aนะจ๊ะ)
     
    *ข้อมูลในที่นี้เป็นข้อมูลจากความเข้าใจของข้าพเจ้า หากผิดพลาดประการใดขออภัยท่านผู้รู้ ณ ที่นี้ด้วย 
     
    ---------------------------------------------------------------------
     
     
    วันที่1 - ออกเดินทาง พุทธคยา วัดนานาชาติ
    บ้านนางสุชาดา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หลวงพ่อพุทธเมตตา
     
     
    วันแรกของการเดินทาง
    ตื่นประมาณตี4 สลึมสลือออกจากบ้านตอนตี5
    เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ
    ไปถึงประมาณ6โมงกว่าๆเจอญาติๆ จัดแจงโหลดกระเป๋าเสร็จ
    ก็นั่งรอเครื่องออก ประมาณ8โมงเช้าค่ะ
    เครื่องบินใช้เวลาประมาณ3ชม.ครึ่งก็ถึงเมืองคยา ประเทศอินเดีย
    ตอนเครื่องลงนั้น...กระแทกแรงที่สุดตั้งแต่เคยนั่งเครื่องบินมา
    ใครไม่ตื่นก็ต้องตื่นเลยนาทีนั้น
     
    พอลงจากเครื่องแล้วก็เดินเข้าไป passport control
    มีคนยืนรอเต็มเลย ตอนแรกสงสัยว่าทำไม
    แต่มารู้มีหลังว่า อ๋อ...ไอ่ที่มายืนๆน่ะ คือพนักงานสนามบิน
    เพราะสายการบืน Jet Airline ที่นั่งไป เค้ามาเปิดเส้นทางการบินใหม่
    ที่เมืองคยาซึ่งเครื่องที่เรานั่งนั้น...เป็น flight แรก (เหอๆ)
    กว่าจะตรวจเสร็จทุกคนก็ใช้เวลาประมาณ1ชม.ได้
    ก็เข็นรถเข็นกระเป๋าออกมาโดยเร็ว
     
    เจอพระสงฆ์นั่งอยู่1รูปที่เก้าอี้แถวตรงทางเข้า
    เมื่อขึ้นรถมาจึงได้รู้ว่า พระรูปนี้แหละจะมาเป็นวิทายากรให้เรา
    (ตอนนั้นคิดแบบ...เฮ้ย พระเป็นไกด์เหรอ เกิดมาไม่เคยนึก55+)
    พระอาจารย์ไม่ใช่ไกด์นะคะ จริงๆแล้วเป็นผู้บรรยายให้ความรู้เรื่องต่างๆตลอดทริป
    รถที่นั่งเป็นบัสแบบ35ที่นั่ง ใหญ่พอสมควรแต่นั่งไปกันจริงๆ
    แค่15คนไม่รวมคนขับ ได้แก่ ข้าพเจ้าและญาติๆรวม12คน
    ทีมไกด์คือคุณตุ๋มกับคุณปราโมทย์ซึ่งเป็นคนอินเดียที่พูดไทยได้และพระอาจารย์
     ก็นั่งกะคนละเบาะเลยไม่มีเบียดค่ะ งานนี้สบายสุดๆ
     
    นั่งรถไม่นานก็มาถึงโรงแรม
    เมื่องคยาเป็นเมืองในรัฐพิหาร ออกแนวตจว.ค่ะ ไม่เจริญเท่าไร
    โรงแรมก็ธรรมดามาก ไม่มีอะไรสะดุดตาหรือสวยงามเป็นพิเศษ
    และจุดที่เป็นพ้อยต์คือไม่มีลิฟต์
    โอ้ว จอร์จ!! นึกสภาพดูสิคะท่าผู้ชม
    ยาย4คนที่มีปัญหาหัวเข่า เดินลำบาก
    และกระเป๋าหนักเป็นตัน!!!! (อันนี้เว่อร์ไป55+)
    ต้องปรบมือชื่นชมพนักงานเลยค่ะที่แบกกระเป๋าเดินทางหนักๆ
    ขึ้นบันได3ชั้นไปดรอปกระเป๋าเดินทางที่หน้าห้องของแต่ละคนได้
     
     
    aDSC02880d.jpg picture by sp_praew
    (ป้ายทางเข้าหน้าโรงแรม)
     
    aDSC07598.jpg picture by sp_praew
    (รวมญาติๆ ทุกคน ณ ล็อบบี้ ลุงมนเป็นคนถ่ายเลยไม่มีรูป...)
     
     
    เมื่อจัดกระเป๋าและทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย
    เราก็ออกเดินทางไปวัดนานาชาติ
    ไปเยี่ยมชมวัดภูฏานและวัดญี่ปุ่น เดินเข้าไปแล้วลืมเลยว่าอยู่ไหน
    นึกว่าอยู่ประเทศนั้นๆจริงๆซะอีก55+
     
     
     aDSC02888.jpg picture by sp_praew
    (ยายกะที่นั่งของคิงจิกมีที่วัดภูฏาน)
     
    aDSC02913.jpg picture by sp_praew
    (ทุกคนกะพระพุทธรูปใหญ่บิ๊ก)
     
     
    และระหว่างทางเดินออกมาก็พบสาวแขกแต่งตัวสวยสะดุดตา
    ถามไปมาได้ใจความว่าเพิ่งแต่งงาน เลยขอถ่ายรุปคู่ซะเลย
     
     
    aDSC02924.jpg picture by sp_praew
    (คนที่หัวยายบังคือเจ้าบ่าว ขอโทษนะคะ โดนบังซะมิดเลย...)
     
    aDSC02911.jpg picture by sp_praew
    (แก๊งเด็กมอมและคนขายของที่หน้าหลวงพ่อองค์บิ๊ก)
     
    จากนั้นก็ออกเดินทางไปบ้านของนาสุชาดา
    ผู้ถวายข้าวมธุปายาสให้พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้
    เพื่อแก้บนโดยที่นึกว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทวดาที่บนไว้
    บ้านของนางอยู่ไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเท่าไร
    นางเป็นลูกสาวคฤหบดี(เข้าใจว่าคล้ายๆกำนัน)แห่งหมู่บ้านอุรุเวลา
    เมื่อเสวยข้าวมธุปายาสไปแล้วพระสิตธัตถะก็นำถาดทองที่ใส่ข้าวมาไปเสี่ยงทายลอยน้ำ
    ถาดลอยทวนน้ำไปได้ประมาณ40เมตรก็จมลงสู่นาคพิภพ
    พญานาคที่นอนอยู่ได้ยินเสียงถาดก็ลืมตาขึ้นมา
    เห็นถาดลอยลงมาทับถาดเดิมที่เดิมเป็นใบที่4
    ซึ่งแปลว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอีกแล้ว คือพระสิทธัตะจะได้ตรัสรู้
     
     
    aDSC02927.jpg picture by sp_praew
    (แม่น้ำเนรัญชรา ปีนี้น้ำแห้ง เลยมีน้ำเท่าที่เห็น)
     
    aDSC02929.jpg picture by sp_praew
    (บ้านนางสุชาดา)
     
    aDSC02938.jpg picture by sp_praew
    (จุดนี้เลยที่พระพุทธองค์ลอยถาดทอง)
     
     
    เมื่อลอยถาดแล้วพระองค์ก็เดินไปที่เจดีย์ที่เห็นอยู่ลิบๆในรูปข้างบน
    ที่นั่นเป็นที่ตั้งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ๆทรงตรัสรู้ คือพุทธคยานั่นเอง
    จากนั้นเราก็ตามไปเลยค่ะ นั่งรถตามไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์
     
     
    aDSC02944.jpg picture by sp_praew
    (พุทธคยา)
     
    ฟังพระอาจารย์บรรยาย เรื่องการตรัสรู้ เสาอโศกและประวัติของต้นโพธิ์
     
    ต้นโพธิ์นี้เป้นต้นที่4 เพราะต้นก่อนๆนี้โดนทำลายไป
    เมื่อประมาณ120กว่าปีก่อนก็พบหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์2หน่อในโพธิ์ต้นตาย
    ขนาด4นิ้วและ6นิ้ว เป็นโพธิ์พี่โพธิ์น้อง ต้นพี่6นิ้วปลูกทับต้นเดิมที่ตายไป
    และต้นน้องปลูกในทิศเหนือบริเวณพุทธคยาไม่ไกลกันกับต้นพี่
     
    เสาอโศกเป็นเสาหินที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทำขึ้น84,000ต้นไว้ทั่วประเทศอินเดีย
    เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ว่า มีเสาไหนมีพุทธศาสนาที่นั่น
     
    จากนั้นก็สวดมนต์และนั่งสมาธิได้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเข้าไปกราบ...
     
    พระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองมีลักษระเดียวกับพระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้
    โดนกษัตริย์ชาวฮินดูสั่งให้ทำลาย แต่ทหารไม่ยอมทำลายแต่มาสร้างกำแพงปิดทับไว้แทน
    เมื่อกษัตริย์ฮินดูมาเห็นก็ทั้งดีใจทั้งเสียใจ กระอักเลือดตายไปเลย เย้!!!!
    (จะมีเย้ทำไม ผิดทีไปหน่อยแต่ก็ฟังรื่นหูดีนะคะ55+)
     
     
     aDSC02948.jpg picture by sp_praew
    (นั่งฟังพระอาจารย์บรรยาที่เสาอโศก)
     
    aDSC02961.jpg picture by sp_praew
    (ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์)
     
    aDSC02969.jpg picture by sp_praew
    (สวดมนต์)
     
    aDSC02988.jpg picture by sp_praew
    (พระพุทธเมตตา)
     
    เสร็จสรรพแล้วเราก็เดินออกไปขึ้นรถกลับโรงแรม
    ระหว่างทางก็เจอแก๊งเด็กมอมและคนพิการมาดักหน้าดักหลังเต็มไปหมดเลย
    เพราะว่าเค้ามาขอทาน แล้วไหนจะมีพวกขายของอีก
    กลัวยายๆล้มมากๆ เพราะเค้าล้อมเลย ตื๊อสุดๆไปเลยอีกด้วย
    พระอาจารย์บอกว่าเค้าตื๊อทุกคน ใครไม่มีคนตื๊อนี่ไม่มี
    ถ้าไม่มีใครตื๊อก็ควรพิจารณาตัวเอง 
    คือ...เราไม่มีคนตื๊อเลยไงเรื่องของเรื่อง
    ลุงมนคนล้อมหน้าล้อมหลังประมาณ5คนตลอดเวลา
    แต่เรา...แค่เราส่ายหน้า เค้าก็เดินหนีแล้ว ไม่มีการตื๊ออีกเลย
    แล้วเป็นแบบนี้ทุกที่ ทุกคน
    คิดได้2แง่คือ 1. เราดูเหมือนคนไม่มีตังค์
    และ 2. เราดูเหมือนคนใจร้าย
    อืม มาคิดๆดูแล้วก็...น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า
    จนลุงมนถามว่า "นี่ๆ ฉีดน้ำหอมยี่ห้ออะไรอ่ะ ไม่มีคนตื๊อเลย"
    (อ่อ หนูฉีดอาร์มานี่ไดม่อนค่ะลุง55+)
     
     
    ---------------------------------------------------------------------------------
     
    วันที่2 - กรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ขึ้นเขาคิชกูฏ โรงพยาบาลหมอชีวก
    วัดเวฬุวัน มหาลัยนาลันทา ที่อาบน้ำ คุกพระเจ้าพิมพิสาร
     
     
    ตื่นแต่เช้า ด้วยสภาพเหมือนซอมบี้
    เพราะต้องนั่งรถไปขึ้นเขาคิชกูฏ ก็หลับกันไปตลอดทาง
    ตื่นขึ้นมาอีกทีก็รถก็วิ่งอยู่แถวๆทางรถไฟ
    นั่งต่อไปอีกนิดก็ถึงรอยเกวียน4,000ปี
    เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเข้าห้องน้ำแบบอินเดีย
    คือชาวอินเดียจะไปปลดทุกข์ยามเช้ากันในธรรมชาติ
    แบบโอเพ่นแอร์เลย ไม่มีอะไรบังทั้งนั้น
    กลางทุ่งนาก็ดี ริมถนนเลยก็ดี ในสุมทุมพุ่มไม้ก็ดี
    เราเลยเลือกพุ่มไม้เหมาะๆ55+
    เพราะเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงอินเดีย
    ความรู้สึกตอนนั้นเหรอ?
    อืม...ใกล้ชิดธรรมชาติเหลือเกิน
    คือ...ไม่เคยใช้ก้นสัมผัสยอดหญ้ามาก่อนเลยในชีวิตไง
    ซักพักได้ยินเสียงยายตะโกนแซวใครไม่รู้ "อ๊ะๆๆ ก้นขาวนะเนี่ย"
    555555555555555555+
    ฮากันไปใหญ่โต...
     
     
    aDSC03006.jpg picture by sp_praew
    (หลักฐานการใช้ห้องน้ำแบบอินเดีย)
     
     
    จากนั้นก็เดินเลยเข้าไปนิดนึงก็เป็นรอยเกวียน4,000ปี
    โน่น ตั้งแต่สมัยพุทธกาลได้มั้งอ่ะ
     
     
    aDSC03001.jpg picture by sp_praew
    (รอยเกวียน4,000ปี)
     
     
    เมื่อถึงตีนเขาก็แวะทานอาหารเช้าที่ร้านเล็กๆพื้นเมือง
    เราไม่ได้กินอาหารในร้านเค้านะคะ
    เรากินอาหารกล่องซึ่งประกอบด้วย
    ข้าวผัด แซนวิช ไข่ต้ม กล้วย แอปเปิ้ล น้ำมะม่วง และอีกมากมายยยย
    กินกันพุงกางพอประมาณ ก็ไปแวะเข้าห้องน้ำอีก
    คราวนี้ไม่ใช่พุ่มไม้แล้ว เป็นห้องน้ำธรรมดา
    แล้วก็พร้อมกันแล้วที่จะเดินขึ้นเขา
    แต่ยายๆนี่ไม่ไหวเลยต้องใช้บริการขนส่งด่วนพิเศษ
    นั่นก็คือ"หาบ"นั่นเอง ที่นี่เค้าแบกกัน2คน หน้าหลัง
    ราคาประมาณ800รูปีต่อคน
     
     
    aDSC03010.jpg picture by sp_praew
    (ยายเพ็ญกะลังขึ้นหาบ)
     
     
    ที่เหลือหลานๆและป้าๆก็เดินขึ้นไปพร้อมไกด์2คนและพระอาจารย์
    ระหว่างทางพระอาจารย์ก็บรรยายไปเรื่อย
     
    ถึงประวัติของพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าอชาติศัตรู
    เรื่องราวเล่าสรุปๆได้ประมาณว่า
    เมื่อมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารทรงตั้งท้อง ก็แพ้ท้อง
    อยากกินเลือดที่หัวเข่าของพระเจ้าพิมพิสาร
    โหรก็ทำนายว่าแบบนี้ลูกที่เกิดมาเนี่ยจะต้องฆ่าพ่อแน่นอน
    เมื่อเป็นเช่นนั้นแทนที่พระเจ้าพิมพิสารจะสั่งให้มเหสีทำแท้ง
    ก็กลับบอกให้เก็บลูกไว้ อย่าไปทำร้ายเค้าเลย
    มเหสีได้ฟังก็เห็นถึงความเมตตาของพระเจ้าพิมพิสาร
    เลยแอบไปทำแท้งถึง2ครั้ง ครั้งแรกโดยการทุบๆที่ท้อง
    แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะพระเจ้าพิมพิสารมาห้ามไว้ได้
    ครั้งที่สองพระนางก็ดื่มยาขับ แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
    ลูกที่เกิดมาก็คือพระเจ้าอชาติศัตรู ชื่อพระองค์แปลว่า เกิดมาไม่เป็นศัตรู
     
     
     aDSC03012.jpg picture by sp_praew
    (ที่ๆทำแท้งครั้งที่1)
     
    aDSC03019.jpg picture by sp_praew
    (พระเจ้าพิมพิสารเดินขึ้นเขานี้เพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน)
     
    aDSC03023.jpg picture by sp_praew
    (เรียงๆ ลุงมน แพรว ป้าอ้วน ป้าติ๋ม พี่ปอ พี่กิ๊ฟ พี่กร และป้าหนับ)
     
    aDSC03032.jpg picture by sp_praew
    (ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าของพระเจ้าพิมพิสาร ใส่ชุดขาวไปเฝ้าพระพุทธเจ้า)
     
    aDSC03034.jpg picture by sp_praew
    (เค้าบอกว่าเป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ พระอาจารย์บอกคนเก็บมาขายตายไปแล้ว2คน55+)
     
    เมืองราชคฤห์เป็นเมืองแอ่งกะทะ ภูเขาล้อมรอบ คล้ายๆกาฏมัณฑุ
    ที่เห็นเป็นป่าๆด้านหลังในรูปรวมเป็นเมืองเก่าเป็นโบราณสถาน
    แต่ไม่ได้ขุดขึ้นมา จึงมีต้นไม้ปกคลุมเต็มไปหมด เหมือนป่าเลย
     
    เดินขึ้นๆมาอีกก็ถึงถ้ำ2ถ้ำ ถ้ำแรกที่ถึงคือ
    ถ้ำพระโมคคัลลานะ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
    มีเรื่องราวเล่าวว่าพระเทวทัตให้โจรมาลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า
    ก็ต้องผ่านพระโมคคัลลานะไปก่อน พระโมคคัลลานะโดนโจรตีจนกระดูกแหลก
    แต่ด้วยที่มีฤทธิ์มากก็สมานร่างกายขึ้นไปลาพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาได้อยู่ประมาณ10นาที
    ก่อนตายก็แสดงอภินิหารคือเอามือเอื้อมไปคว้าพระจันทร์โดยที่เท้าก็หมุนลูกโลกเล่นได้
    คำว่าพลิกแผ่นดินก็มีที่มาจากพระโมคคัลลานะเช่นกัน
     
    ที่พระโมคคัลลานะโดนโจรตีแบบนี้จริงๆแล้วมีที่มา
    คือชาติกก่อนทำกรรมไว้ ชาติก่อนนั้นพระโมคคัลลานะมีพ่อแม่ตาบอด
    แล้วตอนนั้นตนก็มีแฟน แฟนก็บอกว่าพ่อแม่กะน้องใครสำคัญกว่ากัน
    เลือกน้องต้องทิ้งพ่อแม่ เลือกพ่อแม่ต้องเลิกกะน้อง
    พระโมคคัลลานะในชาตินั้นก็ออกอุบายพาพ่อแม่ขึ้นเกวียนไปในป่า
    พอถึงแล้วตนก็บอกว่าให้พ่อแม่ที่ตาบอดรออยู่ก่อน
    ถ้ามีใครมาแวดงว่าเป็นโจรป่า ให้พ่อแม่หลบไม่ก็หนีโดยไว
    เสร็จแล้วตนก็ปลอมตัวเป็นโจร บีบจมูกให้เสียงเปลี่ยน
    แล้วก็เอาไม้ทุบๆๆๆ พ่อแม่จนตาย...
     
    พระเทวทัตก็กลิ้งหินทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด
    ตรงแถวๆถ้ำนี้ด้วยค่ะท่านผู้ชม
    โดยการมาซ่อนตัวไว้ พอพระพุทธเจ้าเดินผ่านก็กลิ้งหินให้ทับไปเลย
    แต่ด้วยพุทธานุภาพ หินก็ไม่ทับ กลายเป็นก้อนเล็กๆ
    แต่ก็มีก้อนนึงยังคงกระเด็นมาโดนให้เป็นห้อเลือดตรงเท้าได้นั่นเอง
     
     
    aDSC03038.jpg picture by sp_praew
    (พระอาจารย์กำลังบรรยาเรื่องถ้ำพระโมคคัลลานะ)
     
     
    เดินๆๆต่อมาก็ถึงถ้ำพระสารีบุตร ซึ่งเป็นผู้มีความรู้มาก
    ก็มาสวดมนต์และนั่งสมาธิกันที่ถ้ำนี้
    หวังใจให้มีความรู้เยอะบ้าง55+
     
     
    aDSC03048.jpg picture by sp_praew
    (นั่งสมาธิสวดมนต์กันไปแล้ว)
     
    aDSC03043.jpg picture by sp_praew
    (ทางขึ้นไปกุฏิของพระพทุธเจ้าที่ยอดเขา)
     
     
    เดินขึ้นกันไปต่อถึงบนกุฏิพระพุทธเจ้าก็มีนักท่องเที่ยวคนไทยเยอะแล้ว
    ก็สวดมันต์กันไปแล้วก็เดินเวียนเทียนรอบพระกุฏิ จากนั้นก็ทำบุญ
    แล้วก็ถ่ายรูป ทั้งคนทั้งวิว ทั้งนักท่องเที่ยว เยอะไปหมดเลยค่ะ
     
     
    aDSC03062.jpg picture by sp_praew
    (ทำบุญในกุฏิพระพุทธเจ้า)
     
    aDSC03065.jpg picture by sp_praew
    (ป่าที่ข้างใต้เป็นเมืองเก่า มองจากบนยอดเขา)
     
    aDSC03066.jpg picture by sp_praew
    (ทุกคนกับพระอาจารย์)
     
    แล้วก็เดินลงเขากันมาด้วยความเบิกบานใจ
    ยายๆลงมาถึงก่อนแล้วเพราะหาบลงมา
    ตอนเราลงมาก็เจอยายไฟต์กะแขกอยู่
    เพราะพี่แกจะโกงค่าหาบ จะคิดเกินที่ตกลงกันตอนแรก
    พระอาจารย์พูดภาษาฮินดีคล่อง เลยมาคุยตกลงให้
    ไม่งั้นคงมีลงไม้ลงมือ ยายหนูถือร่มอยู่ในมือนะคะคุณแขก
    เจอเละเป็นไงเดี๋ยวได้รู้55+
     
     
    aDSC03071.jpg picture by sp_praew
    (ลงมาถึงตีนเขากันแล้ว)
     
    aDSC03072.jpg picture by sp_praew
    (แบงค์10รูปีเป็นรูปมหาตมะ คานธี)
     
     
    ขึ้นรถกันต่อไปวัดเวฬุวันระหว่างทางผ่านโรงพยาบาลหมอชีวก
    ประวัติย่อๆของหมอชีวกก็ เป็นเด็กถูกทิ้งเพราะว่าแม่เป็นโสเภณีชั้นสูง
    หากมีลูกเป็นหญิงก็จะให้ทำงานเหมือนตัวเอง แต่ลูกเป็นชายเลยเอาไปทิ้ง
    พระอภัยโอรสของพระเจ้าพิมพิสารก็เก็บมาเลี้ยงและได้ส่งไปเรียนวิชาแพทย์ที่ตักศิลา
    ต่อมาได้เป็นหมอประจำพระองค์ของพระเจ้าพิมพิสารและพระพุทธเจ้า
     
     
    aDSC07606-1.jpg picture by sp_praew
    (โรงพยาบาลของหมอชีวก)
     
     
    และแล้วก็ถึงวัดเวฬุวัน เป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายให้พระทธเจ้า
    ชื่อวัดนั้นแปลว่าสวนไผ่ เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
    เดิมอารามแห่งนี้เป็นพระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสาร
    วัดนี้เป็นวัดที่พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ในวันมาฆบูชา
    ทุกคนก็ไปสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิ แถมด้วยเดินเวียนเทียนรอบๆพระพุทธรูป
     
     
    aDSC07608-1.jpg picture by sp_praew
    (ที่นี้แหละคือสถานที่แสดงธรรมวันมาฆบูชา)
     
     
    จากนั้นก็ไปทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วออกเดินทางต่อ
    ไปนาลันธา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก
    ออกแนวโบราณสถานเพราะว่าโดนเผาไปเป็นพันปีแล้ว
    เราก็เดินลงไปด้วยความชื่นมื่น พลางเคี้ยวหมาก
    แน่ะ! งงอ่ะดิว่าหมากอะไร55+
    ไม่ใช่เชี่ยนหมากแบบยายๆเคี้ยวแน่นอน
    หมากที่อินเดียนี่จะขายเป็นซองๆเหมือนแชมพู
    แต่ข้างในซองเป็พวกสมุนไพรหอมๆหวานๆ
    ห้อยระย้าเต็มร้านขายของเชียว มองไกลๆนึกว่าร้านขายเข็มขัด
    ข้างในก็จะเป็นพวกสมุนไพร หอมๆ หวานๆ
    กินหลังอาหารทำให้ปากห๊อมมมมมมมมม...หอม
    คนอื่นกินกันแล้วไม่ปลื้มเท่าไร
    แต่เรากะพี่กรซื้อกลับมาคนละห่อใหญ่
    พี่กรซื้อมาแจกเพื่อนมั้ง แต่เราซื้อมากินเอง55+
     
     
    aDSC03341.jpg picture by sp_praew
    (หมากที่ว่า สังเกตได้ว่าแกะกินไปแล้วห่อนึง55+)
     
     
    เดินไปได้ครึ่งทางฝนตกลงมาเหมือนฟ้ารั่ว ที่หลบฝนก็ไม่มี
    นาทีนี้ก็ร่มใครร่มมัน รอฝนหยุดก็แล้วอะไรก็แล้ว
    มันก็ยังไม่หยุด ก็เลยต้องกางร่มแล้วก็เดินกลับรถกันไป
     
    (รูปฝนตกอยู่ในกล้องพี่ปอ รอก่อนๆ)
     
    กลับมาขึ้นรถและเช็ดหัวเช็ดตัวเช็ดเท้า
    ก็ออกเดินทางกันต่อไปที่อาบน้ำของทุกวรรณะ
    ระหว่างทางคุณปราโมทย์ลงไปซื้อขนม"ขาชา"(Khaja)
    ขนมนี้ก็ยังมีที่มา รู้สึกได้เลยว่าทุกสิ่งที่อินเดีย...มีที่มาที่ไป
    ที่มาของขนมขาชานี้พระอาจารย์เล่าว่า
    มีเศรษฐีคนนึงเป็นคนงกมาก อยากกินขนมทอด
    ก็ไปซื้อกะทะมาทอดเองแอบทอดวันที่ลูกกะเมียไม่อยู่
    เพราะกลัวรู้แล้วจะโดนแย่งกิน ก็ขึ้นไปทอดบนดาดฟ้า
    ตอนประมาณเที่ยงคืน พระพุทธเจ้าก็รู้ได้ด้วยญาณจึงลอยไปโปรดที่ดาดฟ้า
    ขอบิณฑบาตขนม ตอนแรกด้วยความงกเศรษฐีก็ตักแป้งแค่ครึ่งกระบวย
    แต่พอทอดออกมาขนมก็ฟูเต็มกะทะ เศรษฐีก็ตักออกแล้วทอดใหม่
    ด้วยปริมาณที่น้อยลงก็ยังฟูเต็มกะทะอีก ก็ตักทอดใหม่ให้น้อยลงๆเรื่อยๆ
    เป็น80-90ครั้ง จนครั้งสุดท้ายตักแป้งทอดน้อยเท่าขี้เล็บ
    ขนมก็ยังฟูเต็มกะทะอีก เลยเอะใจได้ว่าเอ๊ะ อะไรกัน
    รึนักบวชผู้นี้จะเป็นพระพุทธเจ้า พอรู้ก็กราบ
    แล้วจากนั้นเศรษฐี่ก็เปิดโรงทาน ให้ผู้คนยากไร้
    ร้านขนมที่ไปซื้อนี่ก็เป็นสูตรดั้งเดินของเศรษฐี่เลย
    ทอดมาตั้งแต่สัมยพุทธกาลละ อร่อยเลย555+
    ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะแป๊บเดียวหมด เราเองก็กินเพลินเลยลืมถ่ายรูป
    มันมีลักษณะเป็นเหมือนแป้งโรตีหลายๆชั้นทอดกรอบ มี2รสคือเค็มกะหวาน
    หวานก็หวาน แต่เค็มก็หวานด้วย เอ๊ะยังไง? เอาเป็นว่าอร่อยมากแล้วกัน
     
     
     http://www.tarladalal.com/RecipeImages/jul-aug04pg36.jpg
    (รูปขาชาหามาจากเน็ต)
     
     
    และแล้วเราก็ถึงที่อาบน้ำของทุกวรรณะ
    มันเป็นภูเขาค่ะ เป็นน้ำพุร้อนพุดจากยอดเขาก่อน
    แล้วก็ไหลๆลงมาเรื่อยๆเป็ยชั้นๆ แต่วรรณะก็อาบน้ำที่อาบแล้วมาจากวรรณะสูงกว่า
    เรียงกันลงมาตั้งแต่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล
    เค้าก็จะอาบน้ำแล้วก็ซักผ้าอะไรกันที่นั่นเลยเสร็จสรรพ
    อ๋อ...เรื่องการอาบน้ำของแขกพระอาจารย์บอกว่าเค้ามีแนวคิดที่ว่า
    ตอนนอนเนี่ย อาบน้ำแล้วก็นอน จะอาบไปทำไม
    เค้าเลยอาบน้ำกันวันละหนเดียว คือ อาบแล้วก็ทำงาน
    สงสัยว่าเราอาบน้ำวันละ2-3รอบเนี่ย
    เค้าจะคิดรึเปล่านะว่าเราสกปรกมากเลยต้องอาบหลายรอบ??
     
     
    aDSC07617-1.jpg picture by sp_praew
    (ที่อาบน้ำที่ว่า มันสูงขึ้นไปตามภูเขาค่ะ)
     
    aDSC07615-1.jpg picture by sp_praew
    (ที่อาบน้ำของวรรณะจัณฑาล)
     
     
    แล้วก็นั่งรถกันต่อมาจนถึงคุกพระเจ้าพิมพิสาร
    เหลือแต่ตอเหมือนกันค่ะ เป็นโบราณสถาน
    คุกนี้สร้างโดนพระเจ้าอชาติศัตรูเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร
    ที่ว่าตอนมเหสีท้องแล้วอยากกินเลือดที่หัวเข่า จำได้นะคะ?
     
    เรื่องของเรื่องคือพระเจ้าอชาติศัตรูนี่ยทรงเป็นเพื่อนกับพระเทวทัต
    ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธเจ้า แถมเป็นคู่ปรับมาทุกภพทุกชาติอีก
    เค้าก็คุยกันประสาเพื่อน
    พระเทวทัต"อชาติศัตรูเมื่อไรเธอจะได้เป็นกษัตริย์"
    พระเจ้าอชาติศัตรู"เมื่อพ่อตายไง"
    พระเทวทัต"เมื่อไรพ่อจะตาย แบบนี้ไม่ได้การนะ เธอต้องกำจัดพ่อซะ
    เธอจะได้เป็นกษัตริย์แล้วเราจะได้เป็นพระพุทธเจ้า"
    ดังนี้ พระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยสร้างคุกกำแพงสูง6ชั้นขังพ่อไว้
    แล้วครองบัลลังก์ ต่อมาได้คุยกะพระเทวทัตอีก
    พระเทวทัต"ได้เป็นกษัตริย์สมใจแล้ว ทำยังไงกับพ่อ"
    พระเจ้าอชาติศัตรู "อ๋อ ก็ขังไว้ในคุก"
    พระเทวทัต"แล้วทำแบบนั้นพ่อก็ไม่ตายน่ะสิ
    เกิดเค้ามาทวงบัลลังก์จะทำไง พ่อต้องตายเท่านั้น"
    พระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยสั่งไม่ให้อาหารพระเจ้าพิมพิสาร
    พระมเหสีที่เป็นแม่ของพระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยแอบเอาอาหาร
    เอาแป้งใส่มวยผม แล้วเอาเนยทาตามตัวเข้าไปเยี่ยมพระเจ้าพิมพิสารทุกวัน
    พระเจ้าพิมพิสารเลยยังมีชีวิตอยู่มาได้
    เมื่อพระเจ้าอชาติศัตรูรู้ก็เลยสั่งให้พระมารดาห้ามไปเยี่ยมอีกเลย
    แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงยังไม่ตาย เพราะคุกอยู่เชิงเขาคิชกูฏ
    สามารถมองเห็นกุฏิของพระพุทธเจ้าได้ พระเจ้าพิมพิสารเลยขึ้นไป
    ที่ชั้น6 เดินจงกรมทุกๆวัน เลยยังมีชีวิตอยู่ได้
    พอพระเจ้าอชาติศัตรูรู้ ก็เลยบุกไปที่คุกเอง
    จับพระเจ้าพิมพิสารผูกไว้กับเก้าอี้โยก แล้วเอามีดกัลบก(มีลักษณะคล้ายมีดโกน)
    กรีดเท้าของพระเจ้าพิมพิสารแล้วเอาเกลือกับพริกยัดเข้าไปในแผลแล้วขังลืม
    ต่อมามเหสีของพระเจ้าอชาติศัตรู ก็ประสูติพระโอรส
    นาทีนั้นพระเจ้าอชาติศัตรูรู้สึกรักลูกและนึกถึงพระบิดาขึ้นมา
    ว่าพ่อคงรักเราแบบนี้ จึงรีบเดินทางไปยังคุก
    ก็พบว่าพระเจ้าพิมพิสารสิ้นพระชมน์แล้ว ก็เสียใจมาก
    และถึงตาตัวเองก็โดนลูกตัวเองฆ่าเหมือนกันเป็นแบบนี้ไปถึง5รุ่น
    ส่วนที่โดนกรีดเท้าก็เพราะชาติก่อนนั้นพระเจ้าพิมพิสารใส่รองเท้าเดินย่ำเข้าไปในโบสถ์ค่ะ
     
     
    aDSC07625-1.jpg picture by sp_praew
    (คุกพระเจ้าพิมพิสาร)
     
     
    ก่อนขึ้นรถทุกคนก็เข้าห้องน้ำแบบ Indian Style
    คือฉี่กะธรรมชาติ แต่คราวนี้ไม่มีพุ่มไม้เหมาะๆ
    เลยต้องพึ่งอุปกรณ์เสริม คือ "เต็นท์" นั่นเอง
    โห...ป้าๆหลานๆ สนุกสนานกันใหญ่
     
     
    aDSC07633-1.jpg picture by sp_praew
    (นี่แหละอุปกรณ์เสริม)
     
    indiantoilet.jpg picture by sp_praew
    (5555555555+)
     
     
    แล้วเราก็เดินทางกลับไปยังพุทยธคยา
    ไปที่เจดีย์ที่เดิม แต่คราวนี้ฝนตก พรำๆๆๆๆ
    ก็ไม่เป็นไรเดินตากฝนกันไปสักการะหลวงพ่อพุทธเมตตา
    ซักพักก็เดินฝ่าดงเด็กมอมและคนขายของกลับขึ้นรถไป
    หลังอาหารเย็นแล้วก็ไปซื้อของฝาก
    พวกหลานๆเนี่ยที่อยากไปซื้อ
    พอไปถึงแล้วแบบ...มันไม่มีไรน่าซื้อเลยอ่ะค่ะท่าผู้ชม
    เราแบบเดินอยู่5นาทีแล้วมานั่งพักแล้วอ่ะ
    แต่ยายๆเนี่ยไม่อยากไปๆ ได้ของติดมากลับมากันทุกคน
    คืนนั้นคืนเดียวนะคะ เงินสะพัดเกิน10,000รูปี
    แค่ยายเพ็ญคนเดียวคนขายก็ยอมลดให้คนที่ซื้อต่อจากยายเพ็ญทุกคนเลยค่ะ
    มีฉากนึงป๋าติ๋มถามราคาสร้อย
    เค้าบอกขายมา1,000รูปี ป้าติ๋มต่อ2เส้น500รูปี
    คนขายไม่เดินหนีทันทีนะคะท่านผู้ชม
    แต่ขำก่อนแล้วส่ายหน้าสไตล์อินเดีย แล้วเดินไปดูลูกค้าคนอื่น
    อืม...ไม่ขายทำไมต้องขำด้วย...
     
    ไปถึงร้านกันประมาณทุ่มกลับออกจากร้าน3ทุ่ม
    ใช้เวลาช็อป2ชม. มาถึงก่อนกรุ๊ปอื่นๆเลย แต่ก็กลับหลังกรุ๊ปอื่นๆเลย
    คือคิดว่าปิดร้านปุ๊บคนขายมันไม่ทำไรแล้วคงนอนเลย55+
     
    แล้วก็กลับโรงแรมแพ็คกระเป๋าเตรียมตัวไปนอนที่พาราณสีคืนถัดไป
    คืนนั้นมีแขกมาพักเพิ่มสงสัยไฟจะไม่พอ แอร์เลยไม่ติด
    ก็นอนเปิดพัดลมกันไปนะคืนนั้น
     
     
     วันที่3และ4ต้องมาต่อ
    เป็นอีกเอ็นทรี่นะคะ
    มันโพสต์ไม่ได้จริงๆ
    เนื้อที่ไม่พอ
     
     
     
     
     
     

    Comments (4)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    55+ อยากไป !!
    ตอนอยู่นั่นพี่แพรวได้เขียนไดอะรี่ รึเปล่าคะ
    เล่าละเอียดได้ใจมากกกกกก กๆ > <~



    ปล . ภาพสวยมากกกกก + ภาพ(ตะวัน)ด้วยยยยย.
    Oct. 13
    Hasamawrote:
    อ่านแล้ว ไม่มีความเหนอะไร

    นอกจากกก....


    อยากไปโว้ยยยยย !!!!!! ><"
    Oct. 13
    Dukiewrote:
    อีหมากนั่นมันชื่อออกจะส่อ "ผ่าน ผ่าน" แปลว่าควรจะขอผ่านไม่กินสิ -*-


    แต่โดยรวมยังฮาใช้ได้ ไม้รูปท่าทางสิ้นสติจะไม่ค่อยมี (ถ้ามีคงบาปกรรมแย่ ฮ่าๆ)


    ว่าแต่แพรวเจ๋งนะ มีหน้าตาเป็นอาวุธจนอีพวกเด็กมอมไม่กล้าหือ 55+ ประโยชน์เหลือร้ายๆ
    Oct. 11
    Karnwrote:
    ประเดิมๆ ให้ยอดนักเขียน ขอให้มีแรงเขียนงานดีๆต่อไปเรื่อยๆ

    พยายามเข้า อนาคตมีทางต่อยอดไปได้เยอะเลยเนี่ย ไม่อดตายๆ ฮาๆๆๆ

    รายละเอียดเยอะมากอะ จำได้ยังไงไม่รู้ นับถือสุดๆ ของให้ทักษะนี้ปรากฏออกมาตอนใกล้สอบด้วยล่ะกันนะ

    สู้ๆจ้า ไว้จะมาตามอ่านนะ
    Oct. 11

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://sunny-p2.spaces.live.com/blog/cns!C78E3BD324475C7F!5746.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None